หลังจากไม่ได้อัพมาเป็นแรมปี..

 

นี่เป็นโอกาสดีที่จะได้เผยแพร่การพูดคุยกับ พี่อัพ ทรงศีล ทิวสมบุญ ให้แฟนๆหนังสือของพี่อัพได้อ่านกันนะคะ

เป็นอีกแง่มุมนึงที่บางคนอาจจะทราบแล้วหรือยังไม่เคยทราบมาก่อน ลองอ่านกันดู

แต่เดี๋ยวคราวหน้าจะเอารูปที่ไปดูพี่อัพสเกตช์ต้นฉบับมาลง รอดูกันด้วยน้า

เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2554 เราได้รับข้อความจากพี่อัพ

หลังจากที่เราได้ติดต่อไปขอความช่วยเหลือในการทำภาคนิพนธ์

พี่อัพบอกว่าให้มาเจอกันที่ DQ Grill & Chill สยามเซ็นเตอร์ เรานี่ตื่นเต้นมาก

ตอนนั้นกำลังกินไอติมกับเพื่อนเพลินๆ พอได้ Facebook Private Message ก็กรี๊ดลั่นร้าน

รีบจ้วงไอติมแล้วรีบออกมา ไม่ทันได้คิดคำถามใดๆทั้งสิ้น

พอไม่รู้จะทำไงก็รีบโทรปรึกษาพี่สาวที่ทำงานเทือกๆนี้ก่อนใครเพื่อนเลย

 

พอมาถึง คนเต็มร้านเลย เสียงเพลงตึ๊ดมาก จะสัมภาษณ์รอดมั้ยวะ เราก็มองหาพี่อัพ

พอเจอก็เข้าไปนั่งเกร็งๆทั้งที่ก็เคยเจอกันบ้างที่งานหนังสือ งานอบรมการ์ตูน

หรือพวกนิทรรศการที่อาร์ตกอริลล่าส์ หลังจากพูดคุยกันเล็กน้อยเราก็ขุดคำถามที่เตรียมไว้น้อยนิด

อีกหลายคำถามก็ด้นสดมันตรงนั้น

เป็นครั้งแรกที่เราได้พูดคุยร่วมหลายขั่วโมงกับไอดอลของเรา :D

 

Q: จากงานชิ้นใหม่ๆที่พี่ทำ ส่วนใหญ่จะเป็นงานเส้นบางๆ สีพาสเทลๆ ทำไมพี่ชอบแนวนั้นคะ

A: ในแบบที่โหดมันก็เคยโหดแล้ว ก็เลยทำให้เรารู้สึกว่าอยากลองแบบอื่นบ้าง มันขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการใช้ชีวิตช่วงนั้นด้วย อย่างตอนมหาลัยก็แวดล้อมด้วยเพื่อนที่คอยปลุกระดมตลอดเวลา เดี๋ยวก็เอา Marilyn Manson มาให้ฟัง ฟังกันแต่เพลงโหดๆ อะไรอย่างนั้น เสื้อผ้าเราก็จะอยากใส่แต่อะไรทำนองนั้น กลายเป็นพวกมนุษย์ระเบิดหูอะไรกันไป สิ่งแวดล้อมสำคัญนะ พอพ้นจากช่วงนั้นมาก็รู้สึกว่าเบื่อแล้ว รู้สึกว่างานที่มันยากกว่าที่เคยทำมาคือการอ่านแล้วรู้สึกถึงความละเมียดละไม  พวกความimpact ความเร้าใจ หรืออะไรที่มัน hip cool chic  รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องแฟชั่นซึ่งเดี๋ยวนี้ไม่ค่อยโฟกัสมันมากเท่าเมื่อก่อนแล้ว แต่ว่าความลุ่มลึกทางด้านอารมณ์ รู้สึกว่าอยากทำให้ได้ดีขึ้น ซึ่งมันก็จะต้องมาจากงานด้านภาพพร้อมๆกับเนื้อหาด้วย

 

Q: แล้วตอนนี้พี่คิดว่าพี่ทำได้แล้วรึยัง แต่สำหรับคนอ่านเองก็คิดว่าพี่ถึงแล้วนะ

A: ที่ทำๆมาก็ชอบหมด แต่ก็ยังมีในใจที่คิดว่า เออ อยากพาคนอ่านมาให้ถึงจุดนี้ แล้วรู้สึกอย่างนี้บ้าง ต้องลองดูครับ กำลังเขียนอยู่

 

Q: ทุกครั้งที่พี่วาดรูป ตอนที่พี่คิดจะขายรูปในแกลเลอรี่ พี่ตั้งเป้าหมายอะไรไว้กับมันรึเปล่า

A: เสียดาย เสียดายทุกรูปที่ขายไป ไม่เคยลืมรูปไหนเลย จำได้หมดเลยว่าขายไปให้ใคร ราคาเท่าไหร่ ขายวันไหน อนาคตว่าจะขายเป็นแบบ print outบ้าง เพราะเสียดายต้นฉบับมาก ต่อให้ซื้อไปในราคาสูงเราก็ยังเสียดาย แต่ขายชิ้นแรกตอนอยู่มหาลัยนะ เป็น painting คนที่ซื้อไปเป็นคนอังกฤษ งานหลั่นล้ามาก เป็นรูปคน 6 รูป แล้วก็เป็นรูปคนโบฮีเมี่ยนแบบต่างๆ หาวอยู่ แคะขี้มูกอยู่ ทำหน้าขี้เกียจอยู่ ตอนนี้รู้สึกเสียดาย ไม่รู้กลับอังกฤษไปรึยัง จะซื้อกลับมา (หัวเราะ)

 

Q: เพลงที่พี่ฟัง มีผลอะไรกับงานของพี่ไหมคะ

A: มีครับ มีอย่างมากเลย คือทุกเพลงมันจะมีเรื่องราวอะไรสักอย่าง แล้วเพลงเหมือนเป็นแรงบันดาลใจชนิดที่ว่า มาพร้อมกันหมดทั้งเรื่องราวและบรรยากาศ เรื่องมันอยู่ในเนื้อเพลง บรรยากาศอยู่ในดนตรี มันมาแบบนี้ เลยทำให้เราคิดอะไรได้เยอะ บางเพลงเขาแต่งมา พวกเพลงฝรั่งบางทีก็ไม่ได้เจาะจงเรื่องราวแบบเพลงไทย แต่ว่าแบบนั้นยิ่งดี เพราะว่า มันทำให้เราคิดต่อ แล้วเราก็จะได้เรื่องของเราเองโดยไม่ได้ติดกับเพลงซะทีเดียว อย่างชื่อบทในหนังสือ หลายๆครั้งก็เป็นชื่อเพลงที่ชอบ

 

Q: ลองยกตัวอย่างเพลงที่ฟังแล้วเอามาทำงาน

A: นึกก่อนนะ มีเยอะแหละ มีเพลงของ Oasis แก่แล้ว(หัวเราะ) Live Forever น่ะครับ ก็คือเอามาเป็นแรงบันดาลใจในงานที่เขียนบทที่เป็นแมวสีเทาใน nine lives ก็ใช้เป็นชื่อบทด้วย พูดถึงชีวิตอมตะ :7j’ประเด็นในเพลงก็จะเป็นอีกเรื่องนึงเลยนะ แต่เรารู้สึกว่าเป็นแรงบันดาลใจที่ดี

 

Q: แล้วในเพลงมันเกี่ยวกับอะไรคะ

A: จำไม่ได้(หัวเราะ)  แต่ Oasis จะเขียนเนื้อไม่เฉพาะเจาะจงนัก ซึ่งช่วยเปิดช่องให้เราคิดอะไรได้ เราเริ่มฟังเพลงจริงจังกับเพลงยุค 90s ก็เลยได้จากพวกนี้มาเต็มๆ

 

Q: นอกจาก Oasis แล้วยังมีเพลงของวงไหนอีกคะ

A: มีของ Radiohead มี Creep แน่ๆ  Creepเนี่ยไม่เกี่ยวกับเรื่องที่เขียนแต่แความรู้สึกแบบ Creep มันได้บรรยากาศ แล้วก็มี เพลงของวงอะไรก็ไม่รู้อยู่เยอะ อย่างเช่น Get  your gun ซึ่งจะเป็นชื่อบทที่หัวไฟไปซื้อปืน น่าจะเป็นเพลงของวงชื่อ Nine Black Alps ภูเขาแอลป์สีดำ 9 ลูก ซึ่งไม่ดังเลย แล้วเนื้อเพลงร้องเกี่ยวกับอะไรก็ลืมไปแล้ว  ถ้าวงใหม่ๆตอนนี้มีวงนึงที่แสตมป์แนะนำมา ชอบมากเลย ซื้อแผ่นอิมพอร์ทด้วย The Naked and Famous

 

Q: พี่เรียกงานของพี่ว่าเป็นงานสไตล์อะไรคะ เคยคิดจะนิยามมั้ย

A: จริงๆไม่เคยคิดจะนิยามนะ แต่เราคิดว่ามันจะมีความเหนือจริงอยู่เสมอ คือบางครั้งพยายามจะเขียนเรื่องปกติ แต่เดี๋ยวมันก็จะมีอะไรที่เกินปกติไปนิดนึง แต่ถ้าเป็นเรื่องสไตล์ลายเส้นเนี่ยจะไม่ติดเลยครับ ชอบที่จะมองหาสไตล์ใหม่ๆและฝึกใช้มัน เพราะรู้สึกว่าถ้ายิ่งมีความหลากหลายเท่าไหร่ มันก็จะ serve กับเรื่องที่เราคิดไว้ได้เยอะขึ้น และถ้า skill เราสูงเราก็ไม่ต้องกลัวแล้วว่าที่คิดที่เขียนเป็นตัวหนังสือไว้จะวาดเป็นภาพได้หรือเปล่า ก็คิดเรื่องไปเลยเต็มที่

 

Q: แล้วเคยคิดที่จะทำงานนอกเหนือจากแนวโหด หรือแนว smooth อาจจะเป็นงานแนว sci-fi ล้นๆไปเลยบ้างรึเปล่า

A: จริงๆก็มีที่คิดไว้ แต่ว่าตอนนี้ก็เขียนตามที่คิดไว้ไม่ค่อยทัน แต่งานด้านภาพใหม่ๆคิดว่าน่าจะได้เห็นสักต้นปีหน้า เวลาเขียนเรื่องสั้นบางครั้งก็จะหยิบสไตล์ใหม่ๆมาทดลองใช้  ปีหน้า จะมีงานที่เขียนร่วมกันกับนักเขียนหญิงอีกสามคน ด้วยความที่งานใหม่ของเราก็จะมีความนุ่มอยู่เหมือนกัน น่าจะพออยู่ร่วมกับงานของผู้หญิงได้ น่าจะเป็นรสชาติใหม่ที่ออกมาให้ได้ลอง

 

Q: เป็นผู้ชายคนเดียวเลยรึเปล่าคะ

A: ใช่ครับ เพราะเป็น บก. คือเวลาเราเจอคนเก่งๆ ก็อยากจะเห็นงานเขาออกมา อยากร่วมงานด้วย ก็เลยลองชวนมาทำด้วยกัน แล้วเราก็เขียนด้วย อย่างเล่มขาวดำนั่นคือเป็นนักเขียนที่เก่งและมีชื่อเสียงกันอยู่แล้ว แต่ก็ยังมีอีกเยอะเลยที่งานเขาดีมากๆ แต่ว่ายังไม่มีพื้นที่ซึ่งเหมาะสมหรือมีอิสระพอให้งานแบบที่เป็นตัวเขาจริงๆได้เผยโฉมออกมา และอีกส่วนหนึ่งก็นึกถึงตอนไม่มีใครชวนไปทำงานที่อยากทำ ตอนนั้นอยากให้มีใครมาชวนไปทำ พอตอนนี้ได้ทำแล้วก็ลองเป็นคนชวนบ้าง

 

Q: ในหนังสือ มันมีมาจากชีวิตจริงบ้างหรือเปล่า

A: มีเยอะนะครับ แทบจะตลอดเวลานั่นแหละ เพียงแต่บางทีมันแปรรูปไปจากตอนต้นซะจนคนไม่รู้ว่ามันเป็นเรื่องจริงรึเปล่า พอมันเหนือจริงมากๆคนก็อาจจะรู้สึกว่า อ๋อ มันเป็นนิยาย แต่จริงๆแล้วใจความกับที่มาก็มาจากเรื่องจริง อย่างเช่น Nine Lives นั่น ก็เป็นเรื่องในชีวิตนี่แหละ แต่ว่าพอเล่าด้วยแมว เล่าด้วยความเหนือจริง คนก็อาจจะนึกไปถึงต้นทางไม่ออก อย่าง Bobby นี่ก็เป็นเรื่องส่วนตัวเยอะเลยนะ จะมีจังหวะอะไรบางอย่างที่มัน sync กับชีวิตเราจริงๆ

 

Q: นอกจากวาดรูปกับทำเพลงแล้ว คิดจะทำอย่างอื่นไหม

A: ช่วงปีสองปีนี้ลองทำอาหารกินเองบ้าง ที่จริงแล้วเป็นคนที่ทำอาหารไม่ได้เรื่อง จำได้ว่าเมื่อก่อนนี่ขนาดว่าต้มมาม่ายังไม่อร่อย แต่ตอนนี้เริ่มดีขึ้นนะ มาม่าทำได้แล้ว ถ้าทำไม่ได้นี่น่ากลัวมาก(หัวเราะ) จริงๆชอบกินผักก็เลยเริ่มจากลองผัดเอง แต่ผัดผักนี่เป็นอะไรที่ยากเหมือนกันนะ มันมีบร็อคโคลี่ผัดน้ำมันหอยเจ้านึงแถวบ้านเรา มันไม่มีที่ไหนทำได้รสชาติแบบนี้เลย มันจะติดกลิ่นกระทะไหม้หน่อยๆ ทำยังไงวะ คือถ้าทำกินเองได้นี่ก็ไม่ต้องรอแล้ว วันก่อนก็ซื้อซอสเทริยากิมา ย่างเห็ด ปิ้งเต้าหู้ มันมาจากไปกินร้านอาหารญี่ปุ่นแล้วรู้สึกว่า เราทำเองก็ได้

 

Q: พี่อัพมีแฟนแล้วหรอ

A: มีครับ พี่ก็เป็นมนุษย์ผู้ชายปกติ ก็มีๆ เลิกๆ ถ้าตอบข้ามช็อตเลยได้ไหม อยากได้ลูกเป็นเด็กญี่ปุ่น เด็กญี่ปุ่นน่ารัก ส่วนเมียยังไงก็ได้(หัวเราะ)แต่ขอลูกเป็นเด็กญี่ปุ่น น่ารักจริงๆนะ เด็กญี่ปุ่นตัวเล็กๆ ตอนไปญี่ปุ่นนี่แก้มมันแดง เป็นลูก น่ากินมาก

 

Q: แล้วได้ลองจินตนาการไหม สมมติว่าเปิดร้านอาหาร จะแต่งร้านแบบไหน

A: เมื่อปีที่แล้วเพื่อนชวนอย่างซีเรียสจริงจังเลย ชนิดที่ว่าขับรถไปดูที่กัน แล้วลากเราไปด้วย ว่าจะทำร้าน Bobby ตอนนั้นก็มีดีไซน์ร้าน คิดไว้เหมือนกัน หน้าตามันจะมีความเป็นแกลเลอรี่สูง หรือว่ามี landmark เป็น Bobby ยักษ์ อันนี้อยากทำเหมือนกัน แบบว่าเมนูก็อาจจะพิเรนทร์หน่อย

 

Q: เคยอยากจะทำนิทรรศการของตัวเองเลยรึเปล่า

A: อยากทำครับ แต่ว่ามันจะซ้ำแบบที่เคยทำมาไม่ได้ เพราะว่าแบบที่เคยทำมาเราใช้งบประมาณส่วนตัวทั้งหมด ซึ่งจริงๆแล้วศิลปินส่วนใหญ่ที่แสดงงาน ถ้าสเกลใหญ่หน่อยก็ต้องมีสปอนเซอร์บ้าง แต่ที่ผ่านมาการเลือกทำเองก็ทำให้เกิดความเป็นกันเองและความอิสระมาก เพราะเราดูแลเองทุกอย่าง ก็คิดอยู่เหมือนกันว่าอยากแสดงในสเกลที่ใหญ่ขึ้น ถ้าทำเองก็คงจะ..อืม ต้นฉบับเนี่ยมีเยอะมาก อยากแสดงต้นฉบับด้วยส่วนหนึ่ง แล้วก็อยากให้มีสิ่งอื่นๆคือสิ่งที่นอกเหนือจากเป็น paper เยอะๆ เช่น คาแรกเตอร์ขนาดยักษ์ ขนม หรือว่า อะไรก็ตามที่ทำให้คนมีส่วนร่วมได้มากกว่าดูกระดาษอย่างเดียว แต่ก็ต้องใช้ความร่วมมือ ต้องมีทีมงาน มีสปอนเซอร์ บางทีความคิดดีๆอาจจะออกมาจากทีมงานด้วย เหมือนกับว่าเราต้องให้ specialist ด้านอื่นๆเข้ามาช่วยด้วย เขาน่าจะมีไอเดียดีๆ ก็เวลาใครมาชวนทำอะไร เคยมีคนมาถามเหมือนกันว่า เขาอยากจะทำ Bobby ยักษ์ เราก็จะบอกว่าทำเลยครับ ทำเลย คนมาชวนเยอะนะ โปรเจคท์แปลกๆ แต่ส่วนใหญ่มันอยู่ที่ความอึด ความถึกว่ามีพอไหม เราเองก็งานเยอะมีเวลาแค่ออกแบบให้ ไม่มีเวลาจะไปทำหน้าที่จัดการอะไรได้มาก คนชวนต้องเวิร์คหน่อยถึงจะสำเร็จ ที่เคยมาชวนมีทั้ง ทำลูกอม ชุดชั้นใน เครื่องสำอางค์ เสื้อผ้า กระดาษทิชชู่ ร้านอาหาร แอนิเมชัน กางเกงบ็อกเซอร์ เยอะครับ แล้วก็ออกแบบไปให้จนเสร็จหลายชิ้น แต่เอาจริงเลยได้ไหมอย่านัดคุยอย่างเดียว(หัวเราะ)

 

Q: ถ้าลูกอมนี่จะเป็นลูกอมยังไงคะ

A: ตอนนั้นที่คิดก็ทำเป็นกล่องครับ แล้วเราก็ดีไซน์ตัวกล่อง คิดเสร็จเลย อยู่ในหนังสือ SONGSIN เป็นรูป Bobby พ่นไฟ คอนเซปท์ตอนนั้นเป็นลูกอมUndead กินแล้วก็undeadเป็นอมตะแบบซอมบี้ แต่จริงๆแล้วรสชาติอาจจะเป็นมิ้นต์ เรารู้สึกว่าตอนนี้บางทีมันยังไม่ค่อยsyncกันเท่าที่ควรระหว่างวงการต่างๆ เรารออยู่ คือตอนนี้คนที่มีกำลังการผลิตการประสานงานหรือมีอำนาจตัดสินใจเขายังไม่รู้ว่างานลักษณะนี้มันทำอะไรได้มากกว่าที่เขาคิดเยอะ ตอนทำ 1-2-Call เนี่ยเราวาดไปนิดเดียวเองมันออกมาเป็นทุกอย่างเลย ออกมาเป็นรถไฟฟ้า ออกมาเป็น TVC ตุ๊กตา สมุดโน้ต เป็นอะไรเยอะมาก เป็นคอสเพลย์ ใส่ตัวหัวเขียวเดินกันเป็นแถบ มันสนุกนะที่มีอะไรเกี่ยวกับงานของเรามันถูกapplyไปในหลายๆรูปแบบ แฟนหนังสือก็สนุกคึกคักไปด้วยกัน ทำให้เห็นว่า ถ้าจะทำจริงก็ทำกันได้ แต่ไม่ค่อยมีใครตัดสินใจจะทำ ไม่มีใครประสาน เราก็เป็นนักออกแบบ designer ก็ยังต้องการความช่วยเหลือหลายๆฝ่าย

 

Q: อะไรทำให้พี่ชอบวาดรูป

A: อันนี้ชัดเจนเลยคือพันธุกรรมส่วนนึง เพราะว่าพ่อก็ชอบ แล้วแม่ก็ไม่ขัด เราว่าครอบครัวสำคัญมากๆ เพราะว่ามันคือสภาพแวดล้อมซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมแรกที่ทุกคนจะต้องอยู่กับมันเป็นเวลานาน ครอบครัวเราเป็นยังไง มันมีอิทธิพลแน่นอน อย่างบ้านเรามันหนีไม่พ้น เพราะพ่อชอบวาดรูปแม่ชอบเขียนกลอน ยังไงลูกก็ต้องชอบอยู่ดี จะทำเป็นอาชีพไหมมันก็อีกเรื่อง

    ทุกวันนี้จะต้องการเล่าเรื่องมากๆ แล้วรู้สึกว่าถ้าเราไม่วาดรูป เรื่องของเราก็จะไม่ไปถึงจุดที่เราอยากให้คนอ่านรู้สึกได้ขนาดนั้น บางคนอาจจะเขียนหนังสือเก่งมาก สามารถบิลด์ให้คนอ่านเห็นภาพทุกอย่างได้ แต่เรายังไม่ถนัดแบบนั้น การวาดภาพเลยช่วยทำให้เราไปถึงจุดที่เราต้องการได้ บางครั้งนึกไม่ออกว่าจะเขียนคำว่าอะไร แต่เราวาดให้ดูได้ ทุกวันนี้ก็ยังเป็น เวลาคุยกับใคร จะพูดเรื่องนี้ นึกไม่ออก ขอกระดาษแผ่นนึง เดี๋ยววาดให้ดูแล้วจะเข้าใจ

 

Q: ถือว่าการวาดรูปเป็นชีวิตของพี่เลยหรือเปล่า

A: มันเป็นธรรมชาติมากนะครับ คือยังไงก็คงไม่เลิก เพราะว่าไม่ว่าจะช่วงไหนพอนึกย้อนไปก็วาดอยู่ตลอด มันไม่ได้วาดเพราะความมีวินัยแต่มันรู้สึกอยากวาดอยู่ตลอด

 

Q: พี่คิดว่าการวาดรูปด้วยความสุขมันจะทำให้ผลงานพัฒนาไปดีกว่าหรือเปล่า เพราะบางคนพยายามว่าจะต้องเอาให้ได้ แต่สุดท้ายเขาก็ไม่ได้อย่างที่เขาต้องการซะทีเดียว

A: บางทีมันจะเอาเลยเดี๋ยวนั้นมันก็ไม่ได้ มันเหมือนคนแต่งเพลง ยิ่งไปเค้นยิ่งไม่ออก เหมือนงานพวกนี้ เราจะคิดเหมือนคนญี่ปุ่นในการ์ตูนบางทีมันก็ไม่ได้ แบบ ... เราจะทำให้ถึงที่สุด!-เราต้องมีจิตใจที่ไม่ยอมแพ้! มันไม่ใช่ บางทีมันไม่ได้อยู่ที่ความขยัน พี่คิดว่ามันอยู่ที่เรามี passion กับมัน มีบางรูปเหมือนกันที่พี่กลับไปดูแล้วจำไม่ได้ว่าใช้เทคนิคอะไรไปบ้าง เคยต้องมาแกะ layer ดู มาเปิดไฟล์ psd ดูว่าตอนนั้นเราทำยังไงนะ เพราะว่าตอนทำมันไม่ได้ใช้skillมันเป็นความหลงใหลแบบ... ไหนลองใช้สีอย่างนี้ซิ ลองทำแบบนี้ซิ เติมอันนี้เข้าไปอีกหน่อยแล้วรู้สึกฟิน เหมือนตามpassionไปเรื่อยๆ มันไม่ใช่เรื่องเอาชนะกันด้วยแหละ วาดรูปน่ะ บางคนอาจจะคิดว่าจะเอาชนะตัวเองให้ได้ ต้องเก่งๆๆๆ พี่คิดว่า อย่างนั้นมันเหมือนกับมันมีระยะห่างระหว่างเรากับการวาด ระยะห่างระหว่างเรากับศิลปะ เหมือนกับเรายังอยู่ในจุดที่เราไปไม่ถึงแล้วเราต้องไล่ๆๆๆตามไล่บี้มันไป แต่ไม่ใช่ เราต้องเป็นเพื่อนสนิทกับมัน เหมือนตอนนี้แกไม่อยากให้เราวาดใช่มั้ย ก็เอาไว้ก่อน แต่ถ้าตอนนี้มีงาน ยังไงเราก็จะต้องวาดแก(หัวเราะ) อยากเก่งก็ดี แต่มันก็ต้องรู้สึกว่าเขาเป็นเพื่อนอยู่ด้วย ความเป็นเพื่อนโดยไม่มีชนะ ไม่มีแพ้ มันจะอยู่กันได้นานมาก และแม้จะไม่ถึงฝันก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวนี้เขาปลุกระดมความฝันกันเยอะ น่ากลัว

 

Q: ปลุกระดมความฝัน?

A: พี่ชอบมากเลย มีคนนึง จำไม่ได้แล้วว่าแกชื่ออะไร แกบอกว่าถ้าเด็กที่ได้ที่ 1 ตลอดเนี่ย แกจะเป็นห่วงมากกว่าเด็กที่เดี๋ยวก็สอบตก เดี๋ยวก็สอบได้ เพราะแกบอกว่าคนที่ได้ที่ 1 ตลอดน่ะ มันไม่รู้จักแพ้ ถ้าวันนึงมันแพ้ มันจะรู้สึกเฟลกว่าคนที่เคยแพ้ เหมือนชนะตลอดจนไม่มีภูมิคุ้มกัน ซึ่งการแพ้บ้างนั่นมันก็คือความเป็นมนุษย์อย่างหนึ่ง เรื่องปลุกระดมความฝันนี่ก็เป็นเรื่องอันตราย คือเหมือนทุกคนต้องมีความฝัน มันเป็นสิ่งดีนะการมีเป้าหมาย แต่ถ้ามันเลยจุดนึงไปก็เหมือนเป็นการไม่อยู่กับปัจจุบัน เหมือนเราใช้ชีวิตอยู่กับตรงนั้นตลอดแล้วเราแฮปปี้กับปัจจุบันหรือเปล่า บางคนรู้สึกว่าต้องไล่ตามตลอด เรากลับอยากให้รู้สึกว่า แค่ได้ทำก็แฮปปี้แล้วนะ หลังจากนั้นก็ขอให้เป็นผลพลอยได้ดีกว่า บางคนไปประกวดร้องเพลงแล้วพอเขาบอกว่าร้องไม่ดีก็เบื่อ เซ็ง ขี้เกียจร้อง ทำวงแล้ววงไม่ดัง เบื่อ เซ็ง วงแตก ขี้เกียจทำต่อ ทำไมล่ะ ไม่เห็นเกี่ยวกับความสำเร็จหรือไม่สำเร็จเลย ถ้าเราอยากทำเราก็ทำสิ อย่างน้อยไม่ได้อะไรเลยก็ยังบันเทิง แล้วในความไม่ได้อะไรเลย พี่คิดว่ามันจะสร้างอะไรบางอย่างให้กับตัวเรา อาจจะฟังดู abstract นะ แต่การทำสิ่งที่ไม่ได้อะไรแต่มันเป็นงานสร้างสรรค์ มันจะช่วยชุบเลี้ยงจิตวิญญาณเอาไว้ให้มันอยู่ในที่ๆสมควร

 

Q: คิดไหมว่าตัวเองจะมาถึงจุดๆนี้

A: ไม่เคยเลย ไม่คิดเลยจริงๆ เพราะตอนที่อยู่ศิลปากรปีสุดท้าย จำได้ว่ามานั่งคุยกับเพื่อน มีอยู่ทีนึง หันไปคุยกันแบบว่า เนี่ย...ไม่รู้เลยว่าชีวิตหลังจากมหาลัยมันจะเป็นยังไง คือชีวิตก่อนที่จะเข้ามหาลัยก็เคยคิดไว้นะว่ามันน่าจะเป็นยังไง พอเข้ามหาลัยก็จะจีบหญิง จะเล่นดนตรี แล้วก็ต้องเรียนไปสี่ปีห้าปีอยู่แล้วอะไรแบบนี้ แต่พอจะจบ มองหน้ากันแล้วนึกไม่ออกว่าหลังจากนั้นจะเป็นยังไง นึกอะไรไม่ออกเลย คือก่อนหน้านี้มันก็มีทางชัดเจนอยู่แล้ว ว่าใครๆก็ต้องเรียนคือต้องเรียน แต่หลังจากนี้นี่สิ ก็เลยกลายเป็นว่า... ไม่เคยคิดจริงๆน่ะครับว่าจะได้ทำ

 

Q: แล้วทำไมจู่ๆถึงคิดจะทำขึ้นมา

A: ทำอย่างอื่นแล้วมันไม่เวิร์คซักอย่างน่ะสิ ทำได้หมดเลยนะ คือตอนไปอยู่ออฟฟิศ ที่ออฟฟิศเขาก็ชอบเรานะเพราะว่าใช้งานได้ทุกอย่าง (มันคือในหนังสือตอนที่ Bobby ไปอยู่ในบริษัทแล้วเกิดเรื่องอะไรใช่รึเปล่า) ใช่ เขาใช้ให้ตัดต่อหนังก็ตัดต่อได้ ใช้ให้พากย์สปอตก็ทำได้ ให้เขียนสตอรี่บอร์ดก็ได้ ให้ไปต้อนรับดาราก็ได้ แต่ว่าไอ้ความทำได้กับอยากจะทำมันไม่ได้มาด้วยกัน ทำได้หมดแหละแต่ไม่ได้อยากทำเท่าไหร่ ไปเล่นดนตรีกลางคืนก็เล่นได้ เล่นดีด้วยนะ เจ้าของร้านตอนเราจะออกเขาก็ไม่อยากให้ออก แต่มันไม่ใช่แล้ว มันไม่มีใจ ก็เป็นเหตุที่ให้มาลองทำงานวาดรูป พอมาสังเกตตัวเอง อ๋อ มีวาดรูปนี่แหละที่เวลาเราทำแล้ว ทำยังไงก็ไม่เบื่อ แล้วพอเขาให้งานมาทำปุ๊บก็คลั่งไคล้ หลงใหล บ้าบอมากเลย คอลัมน์แรกที่เขาให้ทำภาพประกอบ เป็น A4 ภาพเดียว คอลัมน์ที่เป็นรูปดาราเกาหลีอะไรก็ไม่รู้ เราไม่รู้จักเลย แต่ก็ทำจากคืนนึงจนถึงเช้าของอีกวัน คลั่งไคล้ใหลหลงในการทำงานมาก แม้จะได้ตังนิดเดียว แต่ตื่นเต้นมาก ทำเสร็จแล้วเรียกพ่อมาดู พ่อก็บอก เออ ก็ดี ไม่ตื่นเต้นอะไรเลย (หัวเราะ) แล้วตอนทำถั่วงอกที่ขาย 50 บาทน่ะครับ ก็นั่งวาดแบบอินมาก ไปเซิร์ชหารูปขาวดำโบราณๆแล้วไปอัดรูปมาเป็นตั้งๆใส่สมุดปกแข็งทำเป็นอัลบั้ม มาเปิดดูเป็น reference แล้วตอนนั้นก็ถึกด้วยนะ ไม่ค่อยใช้ทางลัด ไม่ใช้คอมช่วย นึกอะไรไม่ออกก็นั่งวาดเอา ช่วงนั้นงานก็จะดิบๆ ตั้งแต่ถั่วงอกฯ 1 -3 งานก็เปลี่ยนไปเหมือนกัน เส้นเล่มสามซอฟท์ลง สื่ออารมณ์มากขึ้น แต่บางคนก็บอกเสียดาย เคยมีคนอ่านบอกว่าเดี๋ยวนี้ไม่ค่อยรสจัดเลยนะ ผู้ชายจะชอบน้อยลงเพราะรู้สึกว่ามันหวานไป แต่งานละเมียดมันยากกว่าจริงๆ แล้วพอทำเสร็จมันรู้สึกดีมาก คืออารมณ์ที่มันละเมียด อ่อนโยน อ่อนหวาน แต่ไม่เลี่ยนนี่มันยากจริงๆ เส้นมันบางนิดเดียว

 

Q: ผลงานในอนาคต?

A: ตอนนี้มีเขียนอยู่สองสามเล่ม ของปีหน้า ต้นปีตอบได้ ปลายปีตอบไม่ได้เดี๋ยวสปอยล์ เดี๋ยวไม่สนุก ปลายปีนี้จะออก Bobby ครับ จะมี CD มาด้วย ก็จะเป็น Bloody Hits มันไปฮิตตอนไหนไม่รู้เนอะ(หัวเราะ) จับ EP นู่นนี่มาไว้ด้วยกัน แล้วก็มีเพลงใหม่ 3 เพลง ต้นปีตั้งใจไว้ว่าจะออกขาวดำแล้วก็งานที่เขียนกับนักเขียนผู้หญิงที่พูดถึงตอนต้นน่ะครับ ถ้าสำเร็จก็จะได้เห็นต้นปี ตุลานี้มีหนังสือที่เขียนหลายคนด้วย คือหนังสือที่เราไปเที่ยวญี่ปุ่นกันมา น่าจะสนุกตรงความ variety บางคนก็วาดรูปเยอะมาก บางคนก็เขียนเป็นเหมือนเล่าเรื่องการเดินทาง นึกถึงหน่อไม้นะ(หนังสือบันทึกการเดินทางที่ ทรงกลด –นิ้วกลม-ทรงศีล เขียนร่วมกัน)แต่เล่มนี้จะมีรูปเยอะกว่ามาก

 

Q: ฝากอะไรกับคนที่คิดจะศึกษาหรืออยากจะทำงานศิลปะอย่างจริงๆจังหน่อยค่ะ

A: ก็น่าจะเชื่อมโยงกับที่คุยๆกันมาก่อนหน้านี้ มีความฝันก็ดีแล้วแต่ไม่อยากให้เป็นการไล่ตามความฝัน อยากให้อยู่กับปัจจุบันเยอะๆ ก็คืออยากวาดก็วาดเลย แล้วในขณะที่วาด ถ้ารู้สึกว่ามีความสุข ก็แสดงว่าโอเคแล้ว อันนั้นน่ะคือสิ่งสำคัญแรกที่เราควรจะได้รับ แต่อย่างอื่นควรจะให้เป็นผลพลอยได้ คนจะอ่านจะมากจะน้อย จะทำเป็นอาชีพได้มั้ย เราควบคุมไม่ได้นะ แต่ว่าวาดแล้วแฮปปี้ไหมเนี่ย เราเลือกได้

 

ปัจฉิมลิขิต

  1.  ขอบคุณพี่อัพที่ช่วย edit บทสัมภาษณ์บางส่วน และอนุญาตให้เอามาเผยแพร่ค่า
  2.  ขอบคุณภาคนิพนธ์ วิชา Art Appreciation มากๆที่ทำให้เรามีโอกาสดีๆแบบนี้ 
  3.  โชคดีสุดๆ แบบไม่ทันตั้งตัวที่ได้สัมภาษณ์ เพราะช่วงนี้พี่อัพไม่ค่อยว่างด้วย งานรัดตัวจริงๆ

 

 
ฝากอีกนิด เพราะคำตอบของพี่อัพดีจริงๆเราเลยอยากแชร์ให้หลายๆคนได้อ่านด้วย
แล้วก็ได้เจอพี่เส่งด้วย ฮิฮิ
 
ขอให้โลกรักทุกคนค่ะ :)

เจออะไรที่น่าสนใจบางอย่างจากฟอร์เวิร์ดเมลของพี่สาวที่ส่งมา..

 

เราปล่อยสิ่งที่น่าสุนทรีย์รอบๆ ตัวเรา ผ่านไปอย่างน่าเสียดาย


นักดนตรีคนหนึ่ง ยืนอยู่บริเวณทางเข้า สถานีรถไฟใต้ดิน " L‘Enfant Plaza” ( วอชิงตัน ดี ซี)สักพักใหญ่

เป็นเรื่องราว ที่เกิดขึ้น ในวันอันแสนหนาว เมื่อเดือน มกราคม ปีนี้เอง !

เขาเล่นดนตรีหลายเพลงนานถึง 45 นาที

ขณะนั้น เป็นเวลา ประมาณ 8.00 น. ผู้โดยสารนับพัน นับหมื่น รีบเร่งเดินทางไปทำงาน

การแสดงผ่านไป 3 นาที ชายกลางคนชลอความเร็วลง หยุดฟังไม่กี่วินาที แล้วเร่งฝีเท้าเดินจากไป

เวลาผ่านไปอีก 1 นาที นักดนตรี ได้รับเงิน 1 ยูเอส ดอลล่าร์ แรก จากหญิงสาวคนหนึ่ง แต่หล่อนก็ไม่ได้หยุดฟัง

เวลาผ่านไปหลายนาที มีผู้โดยสารคนหนึ่ง หยุดดูอยู่ฝั่งตรงข้าม
 
หลังจากเหลือบดูนาฬิกาข้อมือ แล้วก็เดินจากไป

สิ่งที่ทำให้ให้นักคนตรีคนนี้ ประทับใจ ก็คือ เด็กชาย อายุ 3 ขวบ หยุดฟังการแสดงอย่างสนใจ แต่มารดา

ทั้งฉุดทั้งดึงให้ลูกชายเดินต่อไป แต่เด็กชาย เดินไปพลาง เหลียวหลังหันมาดู จนเดินลับตาไป

ตลอดเวลา การแสดง 45 นาที มีเพียง 7 คน ที่หยุดดูการแสดง เขาได้รับเงิน

เงินจากการแสดง 32 ยูเอส ดอลล่าร์ เมื่อเขาจบการแสดง ไม่มีคนสนใจ ไม่มีใครปรบมือให้

ในจำนวนคนนับพันที่ผ่านไปมา มีเพียง 1 คน เท่านั้น ที่สนใจการแสดงของเขาจริงๆ

ไม่มีใคร รู้ว่า แท้จริงแล้ว เขาคือ Joshua Bell เป็นหนึ่งในนักดนตรีไวโอลิน มี

ที่มีชื่อเสียงโด่งดังในปัจจุบัน หนึ่งของนันักนัดนตรี ไม่มีไใคร

เขาเลือกเล่นเพลงที่จัดว่าเล่นยากที่สุดในโลก มาแสดงในวันนั้นที่สถานีรถไฟใต้ดิน

นอกจากนั้น ไวโอลิน ที่ใช้เล่นเป็นไวโอลินอิตาลีที่ผลิตในปี ค.ศ. 1713 มีมูลค่าสูงถึง

3 ล้าน 5 แสน ยูเอส ดอลล่าร์ (ประมาณ 117 ล้าน บาท)

ก่อนหน้า การแสดงที่สถานีรถไฟใต้ดิน 2 วัน เขาได้เข้าร่วมการแสดงดนตรี

ที่บอสตัน ถึงแม้บัตรจะราคาหลายร้อยเหรียญสหรัฐ แต่บัตรก็ขายจนหมด

นี่คือเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริง

การที่ Joshua Bell ไปเล่นไวโอลิน ที่สถานีรถไฟใต้ดิน นั้น ทีมงานหนังสือพิมพ์ออนไลน์

วอชิงตัน จัดทำขึ้น วัตถุประสงค์เพื่อ ทดสอบพฤติกรรมของคนในการรับรู้...รสนิยม และปฎิกิริยา

เพื่อต้องการคำตอบที่ว่า ขณะที่คนเราอยู่ในที่สาธารณะ อยู่ในเวลาที่รีบเร่ง

คนเราจะยังสามารถรับรู้ความสนทรีย์รอบข้างได้หรือไม่ เราสามารถหยุดเพื่อรับรู้ความสวยงามเหล่านี้ได้หรือไม่

เราสามารถค้นพบอัจฉริยะในสภาพแวดล้อมที่รีบเร่งหรือไม่

อาจจะมีบทสรุปคือ หากคนเราคิดว่าไม่มีเวลาที่จะหยุดลงซักครู่ เพื่อฟังดนตรีที่

บรรเลงโดยนักดนตรีที่มีความสามารถ เล่นเพลงที่แต่งอย่างสละสลว

ไม่รู้ว่า ยังมีคนอีกมากมายเท่าไหร่ ทีพลาดสิ่งดีๆ รอบตัวไปอย่างน่าเสียดาย

 

 

พลาดท่าเสียทีไม่ยอมไปเคาท์ดาวน์เซ็นทรัลเวิร์ล แถมยังพลาดงานดีพอีกต่างหาก

ยังเหลืออยู่อีกที่ที่ห้ามพลาดแล้วคือทวิสต์แอนด์เชาท์..

ฮื่อ.. หลังจากกลับมาจากญี่ปุ่นได้สักพัก ก็เพิ่งจะว่างมาเขียนเอนทรีใหม่..

 

มันยุ่งอะไรนักหนา ใช่ มันยุ่งเพราะช่วงที่ไปญี่ปุ่น 15 วัน ต้องกลับมาตามสอบแต่ละวิชา

จนวันนี้ยังตามสอบไม่หมดเลย ขอบคุณอาจารย์ที่ลาหยุดยาวกันหมดนะคะ =/\=

 

ถ้ามีเวลามากกว่านี้สักหน่อยก็จะทยอยลงภาพประทับใจจากที่นู่น

แต่วันนี้ก็เอาภาพโอริกามิที่นั่งพับบนชินคันเซ็นไปชมกันพลางๆก่อน

 

  paper crane

 

แล้วก็ อัพเดทผลงานร่วมกับเพื่อนๆอีก 2 คน ในนาม DOUBT

หลังจากส่งผลงานประกวดการ์ตูนไซไฟ พวกเราก็ได้รับพิจารณาผลงาน

อยู่ในอันดับที่ 2 นะคะ ก็ต้องขอบคุณทุกกำลังใจจากเพื่อนๆ ครอบครัว

ทุกคำแนะนำดีๆจากพี่ๆนักเขียนหลายๆท่านจากที่พวกเราได้เข้าร่วมอบรมเวิร์คช็อปต่างๆ

ทั้งพี่เส่ง พี่ชาติ พี่อัพ พี่หมู พี่ดวง และอีกหลายๆท่านที่ไม่ได้กล่าวถึงนะจุดนี้นะคะ

สารภาพว่ายังรู้สึกเป็นตัวถ่วงเพราะช่วงที่เพื่อนๆปั่นงานกัน เราก็ไปปฏิบัติภารกิจอยู่อีกที่นึงแล้ว

เลยได้รับผิดชอบแค่ส่วนเนื้อเรื่องและออกแบบตัวละครบางตัวเท่านั้น

ขอบใจนะเว่ย งานออกมาเมพขิงๆ ว่ะ

 

สวัสดีปีใหม่ค่ะ

 

scifi

ผลงานการ์ตูน "โครงการการ์ตูนไซไฟไทย ก้าวไกลสู่สากล ครั้งที่ 1" คลิกที่นี่

ลอย ลอยกระทง

posted on 02 Nov 2009 19:57 by myunggum13

หลังจากที่ลอยกับเพื่อนๆทั้งห้องที่สระน้ำหน้าโรงเรียน..

สภาพดังรูป รุมกระทงอันเดียวกัน 55

 

กลุ่มห้าว (555555 มีอิ๊ก ตุ๊บ เอิบอิ่ม วาว ดา แดมแตม จิ๊กกี้ นอท นนท์ แหล่น ต้อม) ที่อยากจะไปแรดกันต่อ

ก็เกาะรถฟรีสาย 107 จากโรงเรียนมาที่วัด

 

พอถึงป้าย คนเยอะมากเลย มีกระทงขายตลอดทาง (แต่เสียใจพวกเราทำกันเองค่ะ 55)

แล้วพอเริ่มเดินไปยังทางเข้า เบียดค่ะ เริ่มเดินไม่ได้แล้ว อา.. ไหลไปตามๆกัน

(นั่นขนาดไปตอน 5 โมงครึ่งแล้วนะ ตอนขาออกมาคนก็เริ่มเข้าวัดเรื่อยๆ)

 

ระหว่างทางมีของกินยั่วน้ำลายเยอะมาก

โอว.. ไส้กรอกอิสานของโปรด แหล่มๆ (แต่ห้ามใจ กลับไปทานข้าวที่บ้าน เดี๋ยวแม่เสียใจ อิอิ)

 

ระหว่างนั้นขณะที่รอให้มืดๆหน่อย ตอนลอยกระทงจะได้สวยๆ

พวกเราเอาแต่ยืนเป็นพระเอก-นางเอกมิวสิกวิดิโอ บนสะพานใกล้ๆต้นโพธิ์

(ขวางทางคุณย่าคุณยายแถวนั้นมากมาย จนมีบางเสียงบ่น เสร็จกันหรือยังคะ )

เราก็รีบๆถ่ายแล้วให้คุณยาย (ใจร้อน) เหล่านั้นเดินผ่านไปแล้วถึงมาถ่ายต่อ (บ้ากล้องจริงๆ)

เริ่มโพล้เพล้ เราก็จัดแจงลงไปริมตลิ่งและลอยกระทงกัน

...

 

10 หัวรุมกันลอยกระทงเดียว ให้ตาย - -;;

แต่กว่าจะลอยได้ก็ลุ้นไม่ให้เทียนดับอยู่นาน 55

เอิบอิ่มขอพร ให้พาเหรดสีฟ้าที่พวกเรารับผิดชอบปีนี้ชนะ แหม ช่างน่าภูมิใจจริงๆ

 

ไปๆมาๆ ต้อมก็หยิบหยวกกล้วยเปล่าๆ (ที่ยังไม่ได้ติดใบตองทำเป็นกระทง) มันกะจะลอยทั้งยังงั้น!

 

ตอนนั้นจิ๊กกี้มันก็กำลังต่อไม้ขีดเข้ากับกล่องไม้ขีดให้เหมือนเป็นซุ้มสี่เหลี่ยม

โดยให้ปลายแดงๆของไม้ขีดต่อกัน จากนั้นแหล่นก็จัดการจุดไฟ (ส่วนอิ๊กนั่งเป็นม่านกันลม 55)

จากนั้นก็ พรึ่บ! ไฟลุกท่วมก้านไม้ขีดและก้านไม้ขีดอันนึงก็เด้งมาโดนขากางเกงวอร์มของอิ๊ก

ซวยจริงๆ ดีที่มันเด้งลงน้ำแล้วมันไม่ติดไฟ ไม่งั้นได้เข้าโรงบาลแทนที่จะมานั่งพิมพ์อยู่ตรงนี้ เหอๆ

แล้วก็ทำการจัดแจงเอาไม้ขีดทั้งหมดในกล่องปักลงไปเป็นพุ่มบนหยวกกล้วยอันนั้น

และทำการ จุดไฟ พรึ่บ!!! โชติช่วงชัชชวาล ---> มอดไหม้ในพริบตา (เพื่ออะไร = =)

 

พอสนุกกันไปจนไม้ขีดหมดกล่อง คุณแม่คุณลูกก็จูงมือถือกระทงตรงมายังพวกเรา

“มีไม้ขีดเหลือไหมคะ?”

พวกเรามองหน้ากันแล้วทำตาปริบๆ มันได้หมดไปกับหยวกกล้วยไร้สาระนั่นแล้ว

“งั้นไม่เป็นไรค่ะน้อง ขอบคุณค่ะ” สองแม่ลูกจูงมือเดินจากไป เรายังคงมองตาปริบๆ

ด้วยความรู้สึกผิด

...

แต่แล้วจิ๊กกี้ก็หยิบไม้ขีดจากไหนไม่รู้ขึ้นมา จุดมัน และ..

เดินจากจุดที่เรานั่งอยู่ไปหาสองแม่ลูก..

..

เพื่ออะรายยยยยยยยยยยยยยยยยยย ทำยังงั้นไปเพื่ออารายยยยยยยยยยยยยยยยยยยย

(แทนที่จะไปจุดใกล้ๆเขาเนาะ - -""")

ก็เลย ต้องโยนทิ้งไปตามระเบียบ

 

พวกเราเริงร่าถ่ายรูปกันได้อีกสักพัก พอ 6 โมงเด็กดีต้องรีบกลับบ้าน

ขณะที่พวกที่มีกำลัง “แรด” ได้ต่อ ก็นั่งรถย้อนกลับไปถึงเกษตร

อิ๊กกับตุ๊บที่พ่อแม่พึงระวังภัยก็เลยต้องจำใจกลับบ้านทั้งที่อยากไปร่วมแรด 55

 

นี่คือภาพบรรยากาศที่พวกมันส่งมาเยาะเย้ยอิ๊กและตุ๊บ - -;;

 

ปล เกือบไม่ได้กลับบ้านเพราะเข้าไปรอในอู่รถ ไม่มีรถไปสะพานใหม่สักคัน

ปลล ก็เลยต้องเดินย้อนป้ายออกมาเพราะป้ายตรงวัดพระศรีรถไม่ยอมจอด - -;;;

 

 

...

 

กลับมาบ้านก็เลยลอยสระแกะแพะซะเลย เหอๆ

 

บุญจะส่งให้เราสุขใจ...

tomorrow; loy krathong n 1st day of 2nd semester!!!

posted on 01 Nov 2009 21:13 by myunggum13

วันเพ็ญเดือนสยอง คำนี้ยังคงใช้ได้อยู่จนทุกวันนี้ ฮี่ๆ..

 

ปิดเทอมปีนี้เหมือนไม่ได้ปิดเทอม

เท่าที่จำได้ วันสุดท้ายของการสอบปกติแล้วทุกปีจะมีความรู้สึกว่า

เฮ้ย! ได้หยุดแล้วว่ะ ปิดเทอมไปแรดไหนดี

แต่ปีนี้..

 

โอย..

- งานส่งอาจารย์ ไม่น่ารับทำเลยว่ะ แต่มันเป็นสิ่งที่รักก็ทนๆให้เขาจิกๆไปหน่อยนะ

- หยุดไปไม่กี่วันก็ต้องไปเรียนพิเศษ ดันโง่ลง 2 คอร์สเต็มวัน เพื่อนไปเที่ยวกัน พลาดทุกงาน

- วิ่งวุ่นกับเอกสารที่จะใช้ไปญี่ปุ่นช่วงเดือนธันวาคม

 

แต่อย่างน้อยที่สุดก็มีเรื่องดีๆสนุกๆให้ทำไม่มากไปกว่ากันเท่าไหร่

- ค่ายการ์ตูน 7-11

- งานเลี้ยงส่งอาจารย์เกษียณ

- เวิร์คช็อปทีเคพาร์ค

- งานหนังสือ

- ทำงานกีฬาสีกับเพื่อนๆ

 

เหนื่อยเหมือนกันก็จริง แต่ 5 อย่างหลัง นี่ทำแล้วมีความสุขกว่ากันเยอะเลย

บางทีการคิดถึงสิ่งที่ชอบมันก็ทำให้วันหยุด (ที่เหมือนจะไม่ได้หยุด) ของเรามีสีสันเหมือนกันแฮะ

ชักไม่อยากเปิดเทอมแล้วสิ...

 

แต่ถ้าลองคิดถึงแง่ดีของการเปิดเทอม!!

- ได้เดินเรียน (อูว ประสบการณ์ใหม่ ปกติเรียนในห้อง เปิดพัดลม เปลืองไฟๆ ต้องไปใช้พัดลมของห้องอื่น ได้ออกกำลังกายกำลังขาจะได้แข็งแรง รูขุมขนจะได้เปิด เหงื่อจะได้ออก สุขภาพผิวดี)

- ไม่มีห้องอยู่ประจำอีกแล้ว (นี่ก็ดีๆ ได้สำรวจสถานที่หลากหลายมากขึ้น ทำให้เป็นคนช่างสังเกต (ว่าจะโดนลูกหลงปะทัดพวกเด็กเกรียนในโรงเรียนเมื่อไหร่ จะได้หลบทัน ฝึกการหลบหลีกอีกแน่ะ!)

- รถติด (ดีๆๆๆๆๆๆๆ จะได้ชมนกชมไม้ สูดก๊าซคาร์บอนมอนนอกไซด์เข้าไปเต็มปอด ปอดแดงๆจะได้ดำๆ เปลี่ยนมั่งอะไรมั่ง ชีวิตจะได้ไม่น่าเบื่อ)

...

มันดีตรงไหนวะเนี่ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย!

 

เอาเถอะๆ ถ้าชีวิตโรยด้วยกลีบกุหลาบตลอด เราจะแข็งแกร่งขึ้นมาได้อย่างไรกัน จริงไหม!

เพ้อเจ้อมากไปละ พรุ่งนี้ลอยกระทงกันให้สนุกนะคะ

...

 

ปล ปีนี้ไม่ได้ลอยในตุ่มแล้ว ได้ไปลอยที่วัดพระศรีแล้ว ฮิ้ว! (ก็ยังดีน่า 55)