หลังจากไม่ได้อัพมาเป็นแรมปี..

 

นี่เป็นโอกาสดีที่จะได้เผยแพร่การพูดคุยกับ พี่อัพ ทรงศีล ทิวสมบุญ ให้แฟนๆหนังสือของพี่อัพได้อ่านกันนะคะ

เป็นอีกแง่มุมนึงที่บางคนอาจจะทราบแล้วหรือยังไม่เคยทราบมาก่อน ลองอ่านกันดู

แต่เดี๋ยวคราวหน้าจะเอารูปที่ไปดูพี่อัพสเกตช์ต้นฉบับมาลง รอดูกันด้วยน้า

เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2554 เราได้รับข้อความจากพี่อัพ

หลังจากที่เราได้ติดต่อไปขอความช่วยเหลือในการทำภาคนิพนธ์

พี่อัพบอกว่าให้มาเจอกันที่ DQ Grill & Chill สยามเซ็นเตอร์ เรานี่ตื่นเต้นมาก

ตอนนั้นกำลังกินไอติมกับเพื่อนเพลินๆ พอได้ Facebook Private Message ก็กรี๊ดลั่นร้าน

รีบจ้วงไอติมแล้วรีบออกมา ไม่ทันได้คิดคำถามใดๆทั้งสิ้น

พอไม่รู้จะทำไงก็รีบโทรปรึกษาพี่สาวที่ทำงานเทือกๆนี้ก่อนใครเพื่อนเลย

 

พอมาถึง คนเต็มร้านเลย เสียงเพลงตึ๊ดมาก จะสัมภาษณ์รอดมั้ยวะ เราก็มองหาพี่อัพ

พอเจอก็เข้าไปนั่งเกร็งๆทั้งที่ก็เคยเจอกันบ้างที่งานหนังสือ งานอบรมการ์ตูน

หรือพวกนิทรรศการที่อาร์ตกอริลล่าส์ หลังจากพูดคุยกันเล็กน้อยเราก็ขุดคำถามที่เตรียมไว้น้อยนิด

อีกหลายคำถามก็ด้นสดมันตรงนั้น

เป็นครั้งแรกที่เราได้พูดคุยร่วมหลายขั่วโมงกับไอดอลของเรา :D

 

Q: จากงานชิ้นใหม่ๆที่พี่ทำ ส่วนใหญ่จะเป็นงานเส้นบางๆ สีพาสเทลๆ ทำไมพี่ชอบแนวนั้นคะ

A: ในแบบที่โหดมันก็เคยโหดแล้ว ก็เลยทำให้เรารู้สึกว่าอยากลองแบบอื่นบ้าง มันขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการใช้ชีวิตช่วงนั้นด้วย อย่างตอนมหาลัยก็แวดล้อมด้วยเพื่อนที่คอยปลุกระดมตลอดเวลา เดี๋ยวก็เอา Marilyn Manson มาให้ฟัง ฟังกันแต่เพลงโหดๆ อะไรอย่างนั้น เสื้อผ้าเราก็จะอยากใส่แต่อะไรทำนองนั้น กลายเป็นพวกมนุษย์ระเบิดหูอะไรกันไป สิ่งแวดล้อมสำคัญนะ พอพ้นจากช่วงนั้นมาก็รู้สึกว่าเบื่อแล้ว รู้สึกว่างานที่มันยากกว่าที่เคยทำมาคือการอ่านแล้วรู้สึกถึงความละเมียดละไม  พวกความimpact ความเร้าใจ หรืออะไรที่มัน hip cool chic  รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องแฟชั่นซึ่งเดี๋ยวนี้ไม่ค่อยโฟกัสมันมากเท่าเมื่อก่อนแล้ว แต่ว่าความลุ่มลึกทางด้านอารมณ์ รู้สึกว่าอยากทำให้ได้ดีขึ้น ซึ่งมันก็จะต้องมาจากงานด้านภาพพร้อมๆกับเนื้อหาด้วย

 

Q: แล้วตอนนี้พี่คิดว่าพี่ทำได้แล้วรึยัง แต่สำหรับคนอ่านเองก็คิดว่าพี่ถึงแล้วนะ

A: ที่ทำๆมาก็ชอบหมด แต่ก็ยังมีในใจที่คิดว่า เออ อยากพาคนอ่านมาให้ถึงจุดนี้ แล้วรู้สึกอย่างนี้บ้าง ต้องลองดูครับ กำลังเขียนอยู่

 

Q: ทุกครั้งที่พี่วาดรูป ตอนที่พี่คิดจะขายรูปในแกลเลอรี่ พี่ตั้งเป้าหมายอะไรไว้กับมันรึเปล่า

A: เสียดาย เสียดายทุกรูปที่ขายไป ไม่เคยลืมรูปไหนเลย จำได้หมดเลยว่าขายไปให้ใคร ราคาเท่าไหร่ ขายวันไหน อนาคตว่าจะขายเป็นแบบ print outบ้าง เพราะเสียดายต้นฉบับมาก ต่อให้ซื้อไปในราคาสูงเราก็ยังเสียดาย แต่ขายชิ้นแรกตอนอยู่มหาลัยนะ เป็น painting คนที่ซื้อไปเป็นคนอังกฤษ งานหลั่นล้ามาก เป็นรูปคน 6 รูป แล้วก็เป็นรูปคนโบฮีเมี่ยนแบบต่างๆ หาวอยู่ แคะขี้มูกอยู่ ทำหน้าขี้เกียจอยู่ ตอนนี้รู้สึกเสียดาย ไม่รู้กลับอังกฤษไปรึยัง จะซื้อกลับมา (หัวเราะ)

 

Q: เพลงที่พี่ฟัง มีผลอะไรกับงานของพี่ไหมคะ

A: มีครับ มีอย่างมากเลย คือทุกเพลงมันจะมีเรื่องราวอะไรสักอย่าง แล้วเพลงเหมือนเป็นแรงบันดาลใจชนิดที่ว่า มาพร้อมกันหมดทั้งเรื่องราวและบรรยากาศ เรื่องมันอยู่ในเนื้อเพลง บรรยากาศอยู่ในดนตรี มันมาแบบนี้ เลยทำให้เราคิดอะไรได้เยอะ บางเพลงเขาแต่งมา พวกเพลงฝรั่งบางทีก็ไม่ได้เจาะจงเรื่องราวแบบเพลงไทย แต่ว่าแบบนั้นยิ่งดี เพราะว่า มันทำให้เราคิดต่อ แล้วเราก็จะได้เรื่องของเราเองโดยไม่ได้ติดกับเพลงซะทีเดียว อย่างชื่อบทในหนังสือ หลายๆครั้งก็เป็นชื่อเพลงที่ชอบ

 

Q: ลองยกตัวอย่างเพลงที่ฟังแล้วเอามาทำงาน

A: นึกก่อนนะ มีเยอะแหละ มีเพลงของ Oasis แก่แล้ว(หัวเราะ) Live Forever น่ะครับ ก็คือเอามาเป็นแรงบันดาลใจในงานที่เขียนบทที่เป็นแมวสีเทาใน nine lives ก็ใช้เป็นชื่อบทด้วย พูดถึงชีวิตอมตะ :7j’ประเด็นในเพลงก็จะเป็นอีกเรื่องนึงเลยนะ แต่เรารู้สึกว่าเป็นแรงบันดาลใจที่ดี

 

Q: แล้วในเพลงมันเกี่ยวกับอะไรคะ

A: จำไม่ได้(หัวเราะ)  แต่ Oasis จะเขียนเนื้อไม่เฉพาะเจาะจงนัก ซึ่งช่วยเปิดช่องให้เราคิดอะไรได้ เราเริ่มฟังเพลงจริงจังกับเพลงยุค 90s ก็เลยได้จากพวกนี้มาเต็มๆ

 

Q: นอกจาก Oasis แล้วยังมีเพลงของวงไหนอีกคะ

A: มีของ Radiohead มี Creep แน่ๆ  Creepเนี่ยไม่เกี่ยวกับเรื่องที่เขียนแต่แความรู้สึกแบบ Creep มันได้บรรยากาศ แล้วก็มี เพลงของวงอะไรก็ไม่รู้อยู่เยอะ อย่างเช่น Get  your gun ซึ่งจะเป็นชื่อบทที่หัวไฟไปซื้อปืน น่าจะเป็นเพลงของวงชื่อ Nine Black Alps ภูเขาแอลป์สีดำ 9 ลูก ซึ่งไม่ดังเลย แล้วเนื้อเพลงร้องเกี่ยวกับอะไรก็ลืมไปแล้ว  ถ้าวงใหม่ๆตอนนี้มีวงนึงที่แสตมป์แนะนำมา ชอบมากเลย ซื้อแผ่นอิมพอร์ทด้วย The Naked and Famous

 

Q: พี่เรียกงานของพี่ว่าเป็นงานสไตล์อะไรคะ เคยคิดจะนิยามมั้ย

A: จริงๆไม่เคยคิดจะนิยามนะ แต่เราคิดว่ามันจะมีความเหนือจริงอยู่เสมอ คือบางครั้งพยายามจะเขียนเรื่องปกติ แต่เดี๋ยวมันก็จะมีอะไรที่เกินปกติไปนิดนึง แต่ถ้าเป็นเรื่องสไตล์ลายเส้นเนี่ยจะไม่ติดเลยครับ ชอบที่จะมองหาสไตล์ใหม่ๆและฝึกใช้มัน เพราะรู้สึกว่าถ้ายิ่งมีความหลากหลายเท่าไหร่ มันก็จะ serve กับเรื่องที่เราคิดไว้ได้เยอะขึ้น และถ้า skill เราสูงเราก็ไม่ต้องกลัวแล้วว่าที่คิดที่เขียนเป็นตัวหนังสือไว้จะวาดเป็นภาพได้หรือเปล่า ก็คิดเรื่องไปเลยเต็มที่

 

Q: แล้วเคยคิดที่จะทำงานนอกเหนือจากแนวโหด หรือแนว smooth อาจจะเป็นงานแนว sci-fi ล้นๆไปเลยบ้างรึเปล่า

A: จริงๆก็มีที่คิดไว้ แต่ว่าตอนนี้ก็เขียนตามที่คิดไว้ไม่ค่อยทัน แต่งานด้านภาพใหม่ๆคิดว่าน่าจะได้เห็นสักต้นปีหน้า เวลาเขียนเรื่องสั้นบางครั้งก็จะหยิบสไตล์ใหม่ๆมาทดลองใช้  ปีหน้า จะมีงานที่เขียนร่วมกันกับนักเขียนหญิงอีกสามคน ด้วยความที่งานใหม่ของเราก็จะมีความนุ่มอยู่เหมือนกัน น่าจะพออยู่ร่วมกับงานของผู้หญิงได้ น่าจะเป็นรสชาติใหม่ที่ออกมาให้ได้ลอง

 

Q: เป็นผู้ชายคนเดียวเลยรึเปล่าคะ

A: ใช่ครับ เพราะเป็น บก. คือเวลาเราเจอคนเก่งๆ ก็อยากจะเห็นงานเขาออกมา อยากร่วมงานด้วย ก็เลยลองชวนมาทำด้วยกัน แล้วเราก็เขียนด้วย อย่างเล่มขาวดำนั่นคือเป็นนักเขียนที่เก่งและมีชื่อเสียงกันอยู่แล้ว แต่ก็ยังมีอีกเยอะเลยที่งานเขาดีมากๆ แต่ว่ายังไม่มีพื้นที่ซึ่งเหมาะสมหรือมีอิสระพอให้งานแบบที่เป็นตัวเขาจริงๆได้เผยโฉมออกมา และอีกส่วนหนึ่งก็นึกถึงตอนไม่มีใครชวนไปทำงานที่อยากทำ ตอนนั้นอยากให้มีใครมาชวนไปทำ พอตอนนี้ได้ทำแล้วก็ลองเป็นคนชวนบ้าง

 

Q: ในหนังสือ มันมีมาจากชีวิตจริงบ้างหรือเปล่า

A: มีเยอะนะครับ แทบจะตลอดเวลานั่นแหละ เพียงแต่บางทีมันแปรรูปไปจากตอนต้นซะจนคนไม่รู้ว่ามันเป็นเรื่องจริงรึเปล่า พอมันเหนือจริงมากๆคนก็อาจจะรู้สึกว่า อ๋อ มันเป็นนิยาย แต่จริงๆแล้วใจความกับที่มาก็มาจากเรื่องจริง อย่างเช่น Nine Lives นั่น ก็เป็นเรื่องในชีวิตนี่แหละ แต่ว่าพอเล่าด้วยแมว เล่าด้วยความเหนือจริง คนก็อาจจะนึกไปถึงต้นทางไม่ออก อย่าง Bobby นี่ก็เป็นเรื่องส่วนตัวเยอะเลยนะ จะมีจังหวะอะไรบางอย่างที่มัน sync กับชีวิตเราจริงๆ

 

Q: นอกจากวาดรูปกับทำเพลงแล้ว คิดจะทำอย่างอื่นไหม

A: ช่วงปีสองปีนี้ลองทำอาหารกินเองบ้าง ที่จริงแล้วเป็นคนที่ทำอาหารไม่ได้เรื่อง จำได้ว่าเมื่อก่อนนี่ขนาดว่าต้มมาม่ายังไม่อร่อย แต่ตอนนี้เริ่มดีขึ้นนะ มาม่าทำได้แล้ว ถ้าทำไม่ได้นี่น่ากลัวมาก(หัวเราะ) จริงๆชอบกินผักก็เลยเริ่มจากลองผัดเอง แต่ผัดผักนี่เป็นอะไรที่ยากเหมือนกันนะ มันมีบร็อคโคลี่ผัดน้ำมันหอยเจ้านึงแถวบ้านเรา มันไม่มีที่ไหนทำได้รสชาติแบบนี้เลย มันจะติดกลิ่นกระทะไหม้หน่อยๆ ทำยังไงวะ คือถ้าทำกินเองได้นี่ก็ไม่ต้องรอแล้ว วันก่อนก็ซื้อซอสเทริยากิมา ย่างเห็ด ปิ้งเต้าหู้ มันมาจากไปกินร้านอาหารญี่ปุ่นแล้วรู้สึกว่า เราทำเองก็ได้

 

Q: พี่อัพมีแฟนแล้วหรอ

A: มีครับ พี่ก็เป็นมนุษย์ผู้ชายปกติ ก็มีๆ เลิกๆ ถ้าตอบข้ามช็อตเลยได้ไหม อยากได้ลูกเป็นเด็กญี่ปุ่น เด็กญี่ปุ่นน่ารัก ส่วนเมียยังไงก็ได้(หัวเราะ)แต่ขอลูกเป็น